บริการ

สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้

สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้ให้บริการตรวจรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว อายุไม่เกิน 18 ปี โดยทีม
สหวิชาชีพเช่น เด็กที่มีปัญหาการเรียน เด็กสมาธิสั้น เด็กออทิสติก พัฒนาการล่าช้า มีปัญหาอารมณ์หรือพฤติกรรม ปัญหาการเลี้ยงดู ตั้งแต่ เวลา 08.30 – 16.30

วัน คลินิค
จันทร์ คลินิกสุขภาพจิตโรงเรียน/คลินิคส่งเสริมพัฒนาการ
อังคาร คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ/คลินิคจิตเวชเด็กและวัยรุ่นทั่วไป
พุธ คลินิกสมาธิสมาธิสั้น/คลินิคส่งเสริมพัฒนาการ
พฤหัสบดี คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ/คลินิคอารมณ์และพฤติกรรม
ศุกร์ คลินิคส่งเสริมพัฒนาการ

ผู้มารับบริการใหม่
มานัดหมายด้วยตนเองพร้อมผู้ป่วยโดยนำสำเนาสูติบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน และใบส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัดของบัตรประกันสุขภาพ

ผู้ป่วยเก่าหรือผู้ป่วยที่รับยาเดิม
ให้มาติดตามการรักษาตามวันเวลาที่นัดหมายเท่านั้น หากท่านต้องการเลื่อนนัด หรือมาก่อนนัดหมาย ให้ติดต่อ 077-312-179 ในเวลาราชการ

แพทย์ผู้ออกตรวจ

พ.ญ. วีราณี เจริญวงศ์ศักดิ์

น.พ. วีระ ชูรุจิพร

น.พ. ณฐกร ฤทธิ์บุญญากร

น.พ. ภาวัต อรุณเพ็ชร

พ.ญ. หทัยชนนี บุญเจริญ

* กรณีมีการเปลี่ยนวันนัดหมายทางสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้จะโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้า ผู้ป่วยที่ต้องรับการกระตุ้นพัฒนาการ มีทีมสหวิชาชีพที่ให้บริการตามวันเวลาที่นัดหมาย ประกอบด้วย นักกิจกรรมบำบัด พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการศึกษาพิเศษ

คำแนะนำสำหรับพ่อ แม่ และผู้ปกครอง

  • โรคสมาธิสั้นเกิดจากความบกพร่องของสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) และเด็กอาจมีอาการเรื้อรังจนถึงวัยผู้ใหญ่
  • พ่อแม่ ควรจัดสิ่งแวดล้อมในครอบครัวให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนและกำหนดกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้สม่ำเสมอ
  • พ่อแม่ ควรจัดสถานที่และสภาพแวดล้อมให้เด็กทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้สมาธิได้อย่างสงบ โดยไม่มีสิ่งเร้ามาคอยรบกวนเกินไป
  • พ่อแม่ อาจช่วยแบ่งกิจกรรมให้ทำทีละน้อย ช่วยวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบ และอาจต้องคอยช่วยกำกับแลให้ทำกิจกรรมนั้นต่อเนื่องจนเสร็จ
  • พ่อแม่ควรออกคำสั่งในขณะที่เด็กตั้งใจฟัง ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจน และเข้าใจง่าย โดยใช้น้ำเสียงและท่าทีนุ่นนวล แต่มีความหนักแน่นจริงจัง และหลีกเลี่ยงการพูดบ่น ตำหนิ หรือการใช้อารมณ์กับเด็ก
  • พ่อแม่ ควรสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เช่น ทำงานบ้าน หรือออกกำลังกาย เป็นต้น และควรชมเชยเมื่อเด็กทำกิจกรรมเหล่านี้
  • พ่อแม่ สามารถใช้หลักพฤติกรรมบำบัดในการปรับพฤติกรรมของเด็ก โดยการกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์กับเด็กไว้ก่อนอย่างชัดเจน

คำแนะนำสำหรับครู

  • ครูควรกำหนดตารางกิจกรรม และกฎระเบียบของห้องเรียนอย่างชัดเจน และติดตามให้ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ
  • ครูควรจัดให้เด็กนั่งเรียนในตำแหน่งที่มีสิ่งเร้ารบกวนน้อย คือ แถวหน้าหรือใกล้ชิดครู เพื่อให้ครูสามารถกำกับดูแลให้เด็กมีสมาธิในการเรียนได้ง่าย
  • ครูควรมอบหมายงานโดยแบ่งให้ทำครั้งละน้อย ๆ เมื่อทำเสร็จแล้วจึงค่อยให้งานเพิ่ม และชมเชยเด็กทันทีที่ตั้งใจทำงานหรือทำงานเสร็จทันเวลา
  • เมื่อเด็กเริ่มหมดสมาธิ ครูควรเตือนให้เด็กกลับมาสนใจการเรียนอย่างไม่ทำให้เด็กอับอาย หรือให้ช่วยทำงานบางอย่าง เช่น เก็บหรือแจกสมุดการบ้านให้เพื่อน ๆ ลบกระดาน เป็นต้น
  • ครูควรค้นหาข้อดีหรือความสามารถพิเศษของเด็ก สนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถนั้น หลีกเลี่ยงการตำหนิ ดุว่า หรือลงโทษรุนแรง และอาจต้องช่วยสอนเสริมตัวต่อตัว เพราะเด็กจะมีสมาธิดีกว่าการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่
  • ครูควรสื่อสารกับพ่อแม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กอย่างสม่ำเสมอและมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลรักษาเด็ก
  • ครูสามารถใช้หลักพฤติกรรมบำบัดในการปรับพฤติกรรมของเด็กตามที่กล่าวในหัวข้อการให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ปกครอง